วิธีผ่าตัดกระเพาะที่นิยมในไทย

การตัดสินใจว่าจะเลือกทำการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักรูปแบบไหนนั้น ควรเข้ามาปรึกษา และรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ่าตัดกระเพาะรักษาโรคอ้วนโดยตรง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เข้ากับร่างกายของแต่ละบุคคลที่มีความแตกต่างกัน ทั้งเรื่อง เพศ วัย น้ำหนัก และเชื้อชาติ

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักรักษาโรคอ้วนในปัจจุบันมีความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักในปัจจุบัน สามารถทำการผ่าตัดแบบสอดกล้องเข้าไปในร่างกายโดยเปิดแผลขนาดไม่กี่เซนติเมตรจำนวนประมาณ 5 จุด ซึ่งทำให้บาดแผลมีขนาดเล็ก มีความเจ็บน้อย ผู้เข้ารับการรักษา สามารถฟื้นตัวได้เร็ว รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการผ่าตัด

มี 4 วิธีที่นิยมใช้ในไทย โดยแบ่งเป็นแบบไม่ต้องผ่ากระเพาะ 2 วิธี และอีก 2 วิธีที่ผ่ากระเพาะแล้วได้ผลลัพธ์ดีอีกสองวิธี

ไม่ต้องผ่าตัด

เป็นวิธีแบบอ้อมๆ เพื่อลดปริมาณอาหารในกระเพาะลงจากเดิม มีผลช่วยในการลดน้ำหนัก เหมาะกับคนที่ยังลังเลที่จะผ่าตัดกระเพาะ แต่ผลลัพธ์อาจไม่ดีเท่าผ่าตัด เนื่องจากกระเพาะมีขนาดเท่าเดิม ทำให้กลไกกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ แทบไม่ต่างไปจากเดิม

1. การใส่บอลลูนในกระเพาะ

การใส่บอลลูนในกระเพาะ

การใส่บอลลูนในกระเพาะรักษาโรคอ้วน ไม่ถือว่าเป็นการผ่าตัด เหมาะสำหรับ ผู้ที่อยากจะลดน้ำหนัก ลดความอ้วน หรือควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่สามารถควบคุมอาหารไม่ได้ และไม่อยากผ่าตัด หรือผู้ที่มีน้ำหนักมาก มีภาวะเสี่ยงทำให้ยังไม่สามารถทำการผ่าตัดใดๆ ได้เลย ต้องทำการใส่บอลลูนในกระเพาะก่อนให้ช่วยในการลดน้ำหนักลง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัดต่อไป

เนื่องจากบอลลูนที่ใส่เข้าไปในกระเพาะอาหาร จะทำให้รู้สึกอิ่ม และรับประทานอาหารได้น้อยลง โดยการผู้ป่วยสามารถเอาบอลลูนออกได้ เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ หรือเพิ่มบอลลูนได้

  • ข้อดี: ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล, ไม่เจ็บแผล, ไม่มีการเปลี่ยนโครงสร้างภายในร่างกาย, ไม่ต้องผ่าตัด
  • ข้อควรระวัง: ผลลัพธ์พบว่าน้อยกว่าวิธีอื่นๆ และเริ่มไม่เห็นผลหลังผ่านไปหลายเดือน, บอลลูนมีโอกาสทำให้รู้สึกระคายเคือง อยากอาเจียน, เกิดแผลในกระเพาะ

2. การใส่ห่วงรัดกระเพาะ

การใส่ห่วงรัดกระเพาะ

การใส่ห่วงรัดกระเพาะ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักที่ไม่ต้องผ่าส่วนสำคัญออก โดยการส่องเครื่องมือผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง เพื่อเข้าไปรัดส่วนบนของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารถูกกักไว้ ส่งผลให้รู้สึกอิ่มเร็ว รับประทานได้น้อยลงจากปกติ ส่งผลให้น้ำหนักลดลงได้

เครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดใส่ห่วงรัดกระเพาะ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับวิธีผ่าตัดส่องกล้องโดยเฉพาะ ทำด้วยซิลิโคนที่มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อุปกรณ์คล้ายเข็มขัด ซึ่งจะถูกรัด เข้ากับส่วนต้นของกระเพาะอาหาร, ส่วนที่ 2 เป็นสายยาง ซึ่งเป็นท่อติดต่อ ระหว่างส่วนที่ 1 กับส่วนที่ 3, สำหรับส่วนที่ 3 เป็นกระเปาะสามารถ ปรับได้โดยใช้เข็มแทงเพื่อดูดน้ำเกลือ ออกจากภายนอกเพื่อปรับให้เข็มขัด(ส่วนที่ 1)โป่งหรือแฟบ โดยส่วนนี้ใช้วางอยู่ใต้ผิวหนังหน้าท้อง

  • ข้อดี: แผลเล็ก เจ็บในการทำน้อย ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน
  • ข้อควรระวัง: ห่วงอาจแน่นหรือหลวม ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนไข้ ถ้าเกิดหลวมอาจทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล ถ้าแน่นไปอาจทำให้เกิดบาดแผลในกระเพาะ

วิธีที่ต้องปรับเปลี่ยนผ่าตัดกระเพาะ

การปรับรูปร่างของกระเพาะให้มีขนาดเล็กลง หรือ ไม่ใช้กระเพาะเลย เพื่อให้ร่างกายรับปริมาณอาหารน้อยลง และมีการปรับสภาพฮอร์โมนให้เหมาะสม สอดคล้องกับขนาดกระเพาะปัจจุบัน เป็นวิธีการรักษาโรคอ้วน และโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. ผ่าตัดแบบสลีฟ

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟรักษาโรคอ้วน ถูกออกแบบมาสำหรับคนไข้ที่อ้วนมาก และไม่สามารถทำการผ่าตัดลดน้ำหนักแบบบายพาส ที่ถือเป็นวิธีมาตรฐานได้ จึงจำเป็นต้องผ่าตัดแบบสลีฟเพื่อให้น้ำหนักลดก่อน และผู้เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่พอใจกับวิธีนี้

เนื่องจากการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ คือ การผ่าตัดเอากระเพาะออกไปประมาณ 80% ซึ่งรวมถึงส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวออกไป ทำให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดสามารถรับประทานอาหารได้น้อยลง และสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 40-60% จากน้ำหนักตั้งต้น  อีกทั้งยังเป็นการรักษาโรคหลายอย่างให้ดีขึ้น

  • ข้อดี: ลดความหิวลงได้ระดับหนึ่ง, ใช้ฝีมือแพทย์พอสมควรแต่ไม่ยากเท่าบายพาส, เมื่อพ้นระยะการปรับตัวคนไข้จะสามารถกลับมากินอาหารได้ตามปกติ แต่กินในปริมาณน้อยลงมาก
  • ข้อควรระวัง: ไม่สามารถทำกับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนได้, ไม่เหมาะกับผู้ที่เคยใส่ห่วงมาก่อน, ต้องรับประทานอาหารเหลวในช่วงแรกจนกว่าแพทย์จะอนุญาต ถ้าไม่ทำตามจะมีความเสี่ยงสูงที่เกิดรอยแตกในกระเพาะจนเป็นอันตราย

2. ผ่าตัดแบบบายพาส

ผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส

การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักรักษาโรคอ้วน ที่เป็นรูปแบบมาตรฐานที่สุด โดยจะเพิ่มการผ่าตัดลำไส้ส่วนที่ดูดซึมน้ำตาลออกด้วยบางส่วน ทำให้ลดน้ำหนักได้มาก และผลลัพธ์การลดน้ำหนักยาวนาน อีกทั้งยังทำให้กระเพาะไม่เกิดแรงดันสูง ซึ่งเหมาะกับการผ่าตัดสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดแบบสลีฟได้

การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส จะใช้วิธีการสอดกล้องเช่นเดียวกับการผ่าตัดกระเพาะแบบสลีฟ โดยจะทำการผ่าแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง จากนั้นแพทย์จะทำการสอดใส่เครื่องมือเข้าไป เพื่อทำการผ่าตัด โดยต่างจากสลีฟคือมีการตัดและต่อใหม่เพิ่มขึ้นอีกจุด โดยตัดกระเพาะออก เอามาต่อกับลำไส้ส่วนที่สอง ข้าม(บายพาส) ลำไส้ส่วนแรกไป

  • ข้อดี: ลดน้ำหนักได้มากที่สุด ลดความหิวลงอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ข้อควรระวัง: ใช้ฝีมือแพทย์มาก, ต้องระวังเรื่องการดูดซึมอาหาร (แต่ถ้าทำตามคำแนะนำแพทย์จะไม่มีปัญหา), ราคาสูงกว่าวิธีอื่น